December 4, 2020

Callahan MVP

รีวิวเกม แนะนำเกมน่าเล่น เกมออนไลน์บน PC และเกมมือถือ

รีวิวเกม Terraria: Journey’s End

จากเกมที่เปิดให้บริการมาหลายปีเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางของเหล่าเกมเมอร์และทีมผู้พัฒนาเกมที่ร่วมทางกันยาวนานกว่า 9 ปีกับเกม Terraria ได้มาถึงจุดสิ้นสุดกับการอัพเดทครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีกับแพทช์การอัพเดทที่มีชื่อว่า Terraria: Journey’s End ซึ่งการอัพเดทครั้งนี้ได้เพิ่มระบบใหม่ ๆ เข้ามาภายในเกมมีการปรับสมดุล รวมไปถึงการแก้ไขบัคต่าง ๆ ภายในเกมให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นข่าวการประกาศแพทช์ที่ทำเอาแฟนเกมใจหายและเสียใจไปตาม ๆ กัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางทีมผู้พัฒนาได้เปิดให้ผู้เล่นสามารถใช้ Mods และสร้างสรรค์งาน Mods โมเดลต่าง ๆ ได้เองพร้อมนำเข้าไปใช้ในเกมได้หลังจากนี้

รูปแบบการเล่นเกมแพทช์ใหม่

ตัวเกมได้เพิ่มโหมดการเล่นใหม่ขึ้นมาคือ โหมด Journey mode เป็นโหมดที่คล้ายคลึง Creative mode ในเกมอื่น ๆ แต่ยังคงหลงเหลือพื้นฐานของเกมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ การเก็บทรัพยากร พลังชีวิตต่าง ๆ ยังคงเดิม แต่ภายใน Journey mode จะเพิ่มฟังก์ชั่นในการปรับเปลี่ยนสภาพอากาศ การเพิ่มหรือลดอัตราการเกิดของมอนสเตอร์ และโหมดอมตะ เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้นตัวเกมได้เพิ่มระดับความยากขึ้นมาอีกหนึ่งระดับจากเดิม 2 ระดับ ซึ่งระดับความยากที่เพิ่มเข้ามาคือระดับ Master เป็นระดับความยากสูงสุดเพื่อเพิ่มความท้าทายให้แก่ผู้เล่นเพราะในโหมดนี้การโจมตีของมอนสเตอร์ กับดัก และการโจมตีของบอสมีความรุนแรงอย่างมากทำให้ผู้เล่นต้องใช้ทักษะในการเล่นมากขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้กับ NPC

เกม Terraria: Journey’s End ได้มีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ให้กับ NPC คือระบบความสุขและความสัมพันธ์ของ NPC เมื่อพวกเขามีความสุขจะทำให้ขายไอเทมแก่ผู้เล่นในราคาถูกแต่กลับกันหากพวกเขาไม่มีความสุขราคาไอเทมก็จะเพิ่มขึ้น และได้เพิ่ม NPC ใหม่เข้ามาภายในเกมอีก 2 ตัว นั่นคือ Golfer และ Zoologist โดยตัว Golfer มาพร้อมกับมินิเกมใหม่นั่นคือการตีกอล์ฟ โดยผู้เล่นสามารถสร้างสนามกอล์ฟได้ตามแต่จินตนาการของผู้เล่น และตัวของ Zoologist จะขายไอเทมเกี่ยวกับสัตว์ทำให้ผู้เล่นสามารถมีแมวและสุนัขอยู่ภายในบ้านหรือเมืองที่ผู้เล่นสร้างอีกด้วย

รายละเอียดที่ถูกปรับเปลี่ยนภายในโลกของ Terraria

ตัวเกม Terraria: Journey’s End ได้เพิ่มคุณภาพเรื่องแสงเงาให้แก่สิ่งของต่าง ๆ และเพิ่มการโต้ตอบกับสิ่งของภายในเกมมากขึ้น เช่น การนั่งเก้าอี้, การนอนบนเตียง, การลูบหัวสัตว์ตัวเล็ก ๆ, และเพิ่มระบบ Emoticon  กับเพิ่มบรรยากาศลมพัดใบไม้พลิ้วไหว อีกทั้งมีภาพพื้นหลังที่สวยงามขึ้น รวมถึงมีการเพิ่ม mini biome เช่น oasis สุสานซึ่งการทำ biome สุสานจะต้องใช้หลุมศพของผู้เล่นจำนวน 5 อันมาวางใกล้ ๆ กัน เป็นต้น อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเสียง background ใหม่เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้แก่สถานที่นั้น ๆ ให้ผู้เล่นเข้าถึงอารมณ์ภายในเกมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบหน้าต่างการสร้างตัวละครแบบใหม่เป็นการสร้างตัวละครให้ถูกใจผู้เล่นไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปเพราะหน้าต่างการเลือกเพศ หน้าตา ทรงผม สีผม สีชุด ทั้งหมดนี้ผู้เล่นสามารถเลือกเป็นส่วน ๆ ได้เลยไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน ส่วนด้านการปรับแถบพลังชีวิตและมานาก็เรียกได้ว่าเพิ่มความสวยงามให้กับแถบพลังชีวิตและมานาของผู้เล่น พร้อมกับสามารถปรับจากรูปหัวใจให้เป็นหลอดพลังชีวิตได้ตามความชอบ อีกทั้งสามารถเพิ่มแถบพลังชีวิตของบอสจากเดิมต้องคอยชี้ไปที่ตัวบอสจึงจะเห็นค่าพลังชีวิตของมัน แต่การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยทำให้มีผู้เล่นเห็นว่าพลังชีวิตของบอสเหลือมากน้อยเพียงใด

ปรับสมดุลให้ภายในเกม

การปรับสมดุลของเกมนี้ที่เพิ่มเข้ามาและปรับปรุงมากขึ้นกว่าเดิมคือคุณสมบัติของไอเทม, อาวุธ, และเครื่องมือต่าง ๆ ภายในเกมใหม่ เพื่อให้เกมมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น และมีการปรับรูปแบบการโจมตีของบอสบางตัวใหม่ เช่น บอส Golem ที่ได้ปรับให้สามารถกระโดดผ่านบล็อกได้ จากเดิมจะกระโดดก็ต้องพาลติดบล็อก และปรับสกิล Deathray ของ Martian Saucers และ Moon Lord ให้ทะลุผ่านบล็อกได้แล้ว ทำให้ผู้เล่นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้กับบอสใหม่ทั้งหมด มีการเพิ่มไอเทมใหม่โดยทางผู้พัฒนาได้เพิ่มไอเทมใหม่กว่า 1,000 ชนิดเข้ามาภายในเกมไม่ว่าจะเป็น ของแต่งบ้าน, อาวุธ, เครื่องประดับ, หรือชุดคอสตูมิเศษ เป็นต้น นอกจากนี้เกมได้เพิ่มความท้าทายด้วยศัตรูใหม่ ซึ่งศัตรูที่ถูกเพิ่มเข้ามาหลัก ๆ เป็นบอส 2 ตัว คือ Queen Slime และ Empress of light โดยเฉพาะตัวของ Empress of light ที่มีไอเทมเฉพาะที่ดรอปแน่นอน 100% แต่ต้องจัดการบอสภายใต้เงื่อนไขที่เกมกำหนดเท่านั้นจึงจะได้มาครอบครอง

แพทช์สุดท้ายในการอัพเดทครั้งใหญ่ของ Terraria ครั้งนี้จัดได้ว่ามีการเพิ่มระบบต่าง ๆ และไอเทมใหม่ ๆ เข้ามามากมาย เป็นการเพิ่มความท้าทายของเกมที่ทำให้ผู้เล่นได้ค้นหาสิ่งใหม่ ๆ แข่งกับทีมผู้พัฒนาที่ได้ใส่เข้ามาภายในเกม แม้ว่า Terraria: Journey’s End จะเป็นการอัพเดทครั้งสุดท้ายแต่ตัวเกมนั้นก็ได้สร้างความสนุกและความปรับทับใจให้แก่ผู้เล่นได้อย่างมากมายและพร้อมเป็นเกมที่อยู่ในใจแฟนเกมตลอดกาล